“ไม่มีเงินรักษาตัวหรอก ถ้าไม่มีพระองค์ ท่านคงจะตายไปแล้ว”
เรื่องเล่าสุดตื้นตันของแม่เฒ่าชาววังสามหมอ จ.อุดรธานี ที่ป่วยเป็นลิ้นหัวใจตีบแต่ได้รับพระเมตตาส่งตัวไปรักษาจนหายดี พร้อมเรื่องราวของแม่บ้านที่จับเข็มปักผ้าไหมหาเงินส่งลูกเรียนจนจบปริญญา พระมหากรุณาธิคุณที่ชุบชีวิตผู้คน ณ โครงการศิลปาชีพบ้านนาตาด-นาโปร่ง มายาวนานกว่า 20 ปี
ชุบชีวิต เติมอนาคต รอยยิ้มใต้ร่มพระบารมี ณ “บ้านนาตาด-นาโปร่ง” อุดรธานี
ลึกเข้าไปในผืนป่าและทุ่งนาของตำบลบะยาว อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี มีเรือนไม้ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่นามว่า ศาลาทรงงาน ที่ตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักและความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อพสกนิกรชาวอีสาน
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชีวิตของชาวบ้านนาตาดและบ้านนาโปร่งเต็มไปด้วยความยากลำบาก การทำไร่ทำนาไม่อาจสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการยังชีพ พระองค์จึงพระราชทานกำเนิด โครงการศิลปาชีพบ้านนาตาด-นาโปร่ง ขึ้น ส่งครูช่างศิลป์เข้ามาฝึกสอนวิชาชีพ จนวันนี้มีสมาชิกมากกว่า 400 คน ครอบคลุมถึง 6 แขนง ทั้งการทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย จักสาน ปุ๋ยชีวภาพ และที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือ กลุ่มปักผ้าไหม
ภาพของกลุ่มแม่บ้านที่นั่งเรียงแถว มือจับเข็มสอดเส้นไหมหลากสีลงบนผืนผ้าทีละฝีเข็มอย่างใจเย็น ถ่ายทอดภาพนก ดอกไม้ และธรรมชาติออกมาอย่างวิจิตรบรรจง ได้เปลี่ยนเวลาว่างใต้ถุนเรือนให้กลายเป็นรายได้หลักของครอบครัว สมาชิกคนหนึ่งเล่าด้วยแววตาเปี่ยมสุขว่า เงินค่าปักผ้านี่เองที่ส่งเสียลูก ๆ ให้ได้เล่าเรียนหนังสือสูง ๆ จนจบปริญญา เปลี่ยนอนาคตของคนรุ่นหลังไปอย่างสิ้นเชิง
แต่เรื่องราวที่บีบหัวใจที่สุด คือเรื่องเล่าของแม่เฒ่าช่างทอผ้าคนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเดินทางไปเฝ้ารับเสด็จฯ ณ บ้านวังทอง วันนั้นเธอได้ตรวจสุขภาพกับหมอหลวงจากหน่วยแพทย์พระราชทาน และพบว่าเป็น โรคลิ้นหัวใจตีบ ขั้นรุนแรง
“เพิ่นส่งไปรักษา ไปผ่าตัด… ดีใจหลาย ถือว่าเฮามีวาสนาได้อายุยืน ถ้าบ่มีพระองค์ท่าน ป่านนี้คงตายไปแล้ว บ่มีเงินรักษากันดอก”
น้ำตาแห่งความตื้นตันของคุณยายไหลอาบแก้ม เช่นเดียวกับหัวใจของนายทหารประจำโครงการที่คอยลงพื้นที่ดูแลสมาชิกทุกคนประดุจคนในครอบครัว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการดูแล “ลูก ๆ ของแม่ของแผ่นดิน” ให้ดีที่สุด
วันนี้ ณ บ้านนาตาด-นาโปร่ง อำเภอวังสามหมอ จึงไม่ได้มีเพียงเส้นไหมและกี่ทอผ้า แต่คือดินแดนที่อบอวลไปด้วยความสุข ลมหายใจแห่งชีวิตใหม่ และคำขอบพระคุณจากก้นบึ้งหัวใจที่ชาวบ้านมีต่อแม่ของแผ่นดินอย่างไม่เสื่อมคลาย

