ย้อนวันวานสู่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2515 เมื่อผ้าไหมธรรมดาของชาวบ้านนาหว้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “กลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกแห่งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พลิกฟื้นความยากจนสู่ชีวิตที่กินดีอยู่ดีมานานกว่า 40 ปี
ถักทอด้วยหัวใจ: จุดเริ่มต้น “ศิลปาชีพ” ผืนแรกแห่งแดนอีสาน
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ในดินแดนอันเงียบสงบแถบลุ่มน้ำโขงอย่าง อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยความยากลำบาก การทำนาขึ้นอยู่กับฟ้าฝน รายได้ไม่แน่นอน และในยุคนั้นพื้นที่ยังเต็มไปด้วยความเปราะบางด้านความมั่นคง แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในสายเลือดของแม่บ้านชาวนาหว้าแทบทุกครัวเรือน คือ “ภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า” ที่สืบทอดกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
กระทั่งวันหนึ่ง… ปาฏิหาริย์แห่งความหวังก็ได้เดินทางมาถึง
วันที่ฟ้าเปิด ณ วัดธาตุประสิทธิ์
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 เป็นวันที่จารึกอยู่ในหัวใจของชาวนครพนมอย่างไม่มีวันลืมเลือน เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงทอดผ้าพระกฐินต้น ณ วัดธาตุประสิทธิ์
ราษฎรจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมารอเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่น หนึ่งในนั้นคือ แม่ครูวงเดือน อุดมเดชาเวทย์ หญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตั้งใจนำผ้าไหมผืนงามซึ่งทอขึ้นด้วยฝีมือตนเองเพียงผืนเดียว มารอทูลเกล้าฯ ถวายด้วยความจงรักภักดี
“ทอเองหรือจ๊ะ สวยมากจ้ะ”
เมื่อขบวนเสด็จฯ ผ่านมาถึงจุดที่ชาวบ้านรอเฝ้าฯ แม่ครูวงเดือนได้น้อมเกล้าฯ ถวายผ้าไหมผืนนั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงหยุดทอดพระเนตรด้วยความสนพระทัย พระหัตถ์สัมผัสเนื้อผ้าอย่างทะนุถนอม พร้อมมีพระราชดำรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ทอเองหรือจ๊ะ… สวยมากจ้ะ”
เพียงประโยคสั้น ๆ ที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา กลับทำให้แม่ครูวงเดือนและชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำทอผ้าทีละเส้นละสายพลันมลายหายไป พระมหากรุณาธิคุณในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่คำชมเชย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพวกเขา
กำเนิดกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกแห่งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
หลังจากวันนั้นเพียงเดือนเศษ ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์ ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอนาหว้าอีกครั้ง แม้ในเวลานั้นสถานการณ์รอบข้างจะยังมีความไม่สงบและเสี่ยงอันตราย
ท่านผู้หญิงได้นำกระแสพระราชดำรัสมาแจ้งแก่ชาวบ้านว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงโปรดผ้าไหมของชาวนาหว้าเป็นอย่างยิ่ง และมีรับสั่งให้ช่วยทอเพิ่มให้พระองค์ คนละ 6 ผืน โดยทรงรับซื้อไว้ทั้งหมด
ข่าวดีนี้เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจชาวบ้าน และกลายเป็นจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของ “กลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกแห่งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” นับเป็นก้าวแรกของงานศิลปาชีพในภาคอีสาน ที่แผ่ขยายสร้างงานสร้างอาชีพไปทั่วแผ่นดินไทย
จากผืนผ้าสู่รอยยิ้ม และมรดก “ผ้าลายมุก”
นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 40–50 ปีแล้วที่พระราชดำริดังกล่าวได้พลิกฟื้นชุมชนนาหว้าอย่างยั่งยืน จากเดิมที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากจน ก็เริ่มมีรายได้เสริมมั่นคง มีเงินส่งเสียบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนจากความแร้นแค้นสู่ความกินดีอยู่ดี
นอกจากนี้ ยังเกิดการฟื้นฟูและอนุรักษ์ลวดลายผ้าโบราณที่เกือบจะสูญหาย โดยเฉพาะ “ผ้าลายมุก” ผ้าทอเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของอำเภอนาหว้า ที่มีความประณีต อ่อนช้อย และมีประกายเงางามดั่งไข่มุก จนกลายเป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
แวะเยือนศูนย์หัตถกรรมวัดธาตุประสิทธิ์
ในวันนี้ หากใครมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ศูนย์หัตถกรรมวัดธาตุประสิทธิ์ ยังคงเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนเสมอ
ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์จำหน่ายผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน แต่คือ “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” ที่อบอวลไปด้วยเรื่องเล่าแห่งความทรงจำ เสียงกี่กระตุกที่ดังเป็นจังหวะ และรอยยิ้มของแม่ครูช่างทอผ้า ที่พร้อมส่งต่อเรื่องราวแห่งหยาดเหงื่อและน้ำพระทัย… สู่ผ้าไหมทุกผืนที่ส่งตรงถึงมือคุณ

