ย้อนวันวานสู่ปี 2521 ณ วังไกลกังวล เมื่อแม่ครูช่างทอผ้าบ้านโพนได้มีโอกาสฟ้อนรำถวายหน้าพระพักตร์ หลังเสร็จสิ้นการแสดง พระสุรเสียงเมตตาตรัสขึ้นว่า “คนที่รำดี ๆ ให้ออกมารับรางวัล… คำสอนนั่นแหละ!” วินาทีที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงจำชื่อราษฎรได้ พร้อมพระราชทานดอกไม้ติดเสื้อด้วยพระหัตถ์ สู่คำมั่นสัญญาที่จะถ่ายทอดวิชาทอผ้าไหมแพรวาไปชั่วชีวิต
“คำสอนนั่นแหละ!” พระสุรเสียงแห่งความเมตตา และลมหายใจของ “ผ้าไหมแพรวา” กาฬสินธุ์
หากผ้าไหมมัดหมี่คือความงามคลาสสิกของอีสาน “ผ้าไหมแพรวา” ของชาวผู้ไทยบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็คือ “ราชินีแห่งไหมไทย” ด้วยเทคนิคการเก็บลายด้วยนิ้วก้อย (ขิดและจก) ที่วิจิตรบรรจงจนผืนผ้าดูราวกับภาพวาดลายเส้นเรขาคณิตอันน่าอัศจรรย์
ทว่า ย้อนไปก่อนปี พ.ศ. 2520 ผ้าไหมแพรวาเกือบจะเป็นเพียงผ้าสไบแคบ ๆ ยาวหนึ่งวาที่ใช้กันเฉพาะในงานบุญประเพณีของชาวภูไท จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ สายพระเนตรอันกว้างไกลได้มองเห็นคุณค่าความงามที่ซ่อนอยู่ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ นำไหมพระราชทาน 6 กิโลกรัมแรกมาส่งมอบ โดยมี คุณยายคำไหม โบคะสิงห์ นำชาวบ้าน 7-8 คนแรก ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้น
หนึ่งปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2521 ภาพจำที่กลายเป็นตำนานแห่งความตื้นตันก็เกิดขึ้น ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน เมื่อกลุ่มช่างทอผ้าบ้านโพนได้นำผ้าแพรวาทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมจัดการแสดงฟ้อนรำและขับลำถวายหน้าพระพักตร์
เมื่อการแสดงจบลง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงตรัสขึ้นด้วยพระเมตตาว่า
“คนที่รำดี ๆ ออกมารับรางวัลหน่อย”
ในเวลานั้น ช่างฟ้อนหลายคนต่างยืนนิ่งด้วยความเกรงกลัว ไม่กล้าก้าวขาออกไปเพราะไม่แน่ใจว่าทรงเรียกใคร จนกระทั่งพระสุรเสียงอ่อนโยนตรัสย้ำชัดเจนว่า…
“คำสอนนั่นแหละ!”
คุณแม่คำสอน สระทอง (ในเวลานั้นยังเป็นหญิงสาวช่างทอธรรมดา) หัวใจเต้นระทึกด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจ พระองค์ทรงจำชื่อของราษฎรบ้านป่าคนนี้ได้อย่างไร! วินาทีที่คุณแม่คำสอนคลานเข้าไปรับพระราชทานช่อดอกไม้ที่สมเด็จฯ ทรงติดให้ที่อกเสื้อด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง สัมผัสนั้นได้ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำและกลายเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต
“พระองค์ท่านสั่งว่า ให้มาเป็นครูสอนที่บ้านห้วยสมอทอดนะ ให้สอนลูกสอนหลานต่อไป เพื่อไม่ให้งานชิ้นนี้สูญหาย… แม่ก็รับคำท่าน แล้วก็สอนมาตลอดจนถึงทุกวันนี้”
คำสัญญาวันนั้นเปลี่ยนให้คุณแม่คำสอน สระทอง กลายเป็น ศิลปินแห่งชาติ ผู้เดินสายถ่ายทอดวิชาทอผ้าไหมแพรวาไปทั่วภาคอีสานยาวนานกว่า 40 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษจะยังคงมีชีวิตอยู่ในมือของคนรุ่นหลัง
วันนี้ ณ โครงการส่งเสริมการทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ เสียงกระทบกี่และเส้นไหมสีสดใสยังคงถูกสอดประสานด้วยความรัก ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์เปิดต้อนรับให้ผู้คนได้มาสัมผัสความงามของราชินีแห่งไหมไทย ผืนผ้าที่ไม่ได้มีเพียงลวดลายอันประณีต แต่ซึมซับไว้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ชุบชีวิตชาวบ้านโพนให้ภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิดมาจนถึงทุกวันนี้
